วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

POEM VALENTINE

POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM
POEM FOR VALENTINE'S DAY

Be My Valentine, My Love

Be my Valentine, my love,
As I will be for you,
And we will love the whole day long,
And love our whole lives through.
For love has no parameters

And does not end with time,
But is the gift of paradise,
A pinch of the sublime.
So let us take this holiday

To resubmit our love
To those within that know no sin
And with the angels move.




POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM


Beautiful Eyes, Beautiful Face

Beautiful eyes, beautiful face,
I'm shy to talk to you.
You're the eagle I must watchNo matter what I do.
You're the beauty,wild and free,

The mistress of my eyes,
Rolling through exultant air,
Alone in pristine skies.
I would take you for my own Could I but have your wings,

Could I but go where night begins And frozen sunlight sings.
Could I but have you for my love,

How might we fly together!But I must watch you from below
And long for you forever.
But I must be the one belowAnd long for you forever.
\


POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM

Happy Valentine, My Love


Happy Valentine, my love!
All my love is yours.
Praised be love that brings us home,
Pilgrims to these shores.
Yearnings here find harborage;Vanities,
sly smiles.All that righteous anger rends,
Love here reconciles.Even in the darkness where
No bitterness finds rest,Thoughts of you are like a dawn
Intent on happiness.Nor would I have so light a heart
Except that I am blessed!


POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM

This Valentine's I Wish that You Were with Me

This Valentine's I wish that you were with me.It's lonelier than most days I'm alone,Even though we'll manage on the phoneTo touch with words the face we cannot see.You away are far more dear to meThan anyone who might remain at home.My love is in the places that you roam,Being with you where I cannot be.We do not choose the objects of our passion,But passively await the holy fireThat immolates our past and lights our fate,Twisting through the alleys of desire.So I am yours, and will contented wait,Allowing love my life and will to fashion.


POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM
You Are My Heart, My Hope, My Help

You are my heart, my hope, my help,
The passion that is me,The whole of which I am a part,

My peace, my ecstasy.
You are my future, present, past,My ship, my sail, my ocean,

The wind that brings me home again,The home for every motion.
You live within me, yet I amWithout you all alone.

With you I am full of light;Without you I am stone.
Is this foolish? Yes, perhaps,But also it is true.

I think of life as something ICan spend with only you.
Ah, my love! Love longs for suchSweet celebrants as this!

Love is a burden and a joy,Slavery and bliss.
This day of love come love with me,Come sing with me my song.

Come be my Valentine, and IWill love you my life long, my love,
Will love you my life long.
POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM POEM

ความสุขของกะทิ


ความสุขของกะทิ



กะทิเป็นเด็กหญิงวัยสิบขวบ อยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง กะทิแอบคิดถึงแม่อยู่เงียบๆ แต่กะทิก็เป็นเด็กน่ารักกิริยาดี และมีวุฒิภาวะพอจะไม่ถามไถ่ให้ผู้ใหญ่ลำบากใจ เธอจึงเก็บความรู้สึกคิดถึงและใคร่รู้เกี่ยวกับแม่เอาไว้แต่ในใจเพียงลำพัง เรื่องราวในเล่มเป็นการค้นพบปริศนาถึงชิ้นส่วนที่หายไปในชีวิตของกะทิ
หนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาสวย เขียนบรรยายถึงฉากและเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี ถ้อยคำในเล่มอ่านได้เพลิดเพลินและเย็นชื่นหัวใจ ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็นภาคใหญ่ๆ คือบ้านริมคลอง บ้านชายทะเล และบ้านกลางเมือง ที่แต่ละภาคบอกเรื่องราวของต่างช่วงเวลาที่เป็นปริศนาในชีวิตกะทิ เริ่มตั้งแต่ปัจจุบัน ย้อนไปให้ได้รู้จักอดีต ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจเลือกทางเดินในอนาคตของตัวละคร
ภาษาการเล่าที่ดีทำให้บ้านริมคลองมีบรรยากาศธรรมชาติชนบทที่สวยงาม ใสสะอาด สงบร่มรื่นน่าอยู่ บ้านชายทะเลมีวิวสวย และบ้านกลางเมืองที่หรูหราทันสมัย เรียบร้อยพร้อมสรรพทุกสิ่งไป การเล่าเรื่องนี้ไม่มีบทพูด เป็นแต่เพียงการพรรณนาเรื่องราว แต่ก็มีเสน่ห์ที่อ่านได้รื่นรมย์ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากหาอะไรเบาๆ อ่านให้ชื่นใจได้ความสุขเล็กๆ ประกายขึ้นในใจ หนังสือเล่มนี้มีส่วนเศร้าด้วยก็จริง แต่ก็เป็นความเศร้าที่งดงาม ทำให้รู้สึกดีมากกว่าจะหม่นหมองหัวใจ
ความสุขของกะทิเป็นผลงานเขียนเล่มแรกของผู้เขียน ซึ่งนักอ่านคุ้นเคยกับเธอในฐานะนักแปล แต่แม้จะเป็นงานเขียนเล่มแรก ก็เป็นงานที่แสดงว่าผู้เขียนสามารถทางภาษาและการเล่าไม่น้อยเลย กะทิเป็นเด็กหญิงที่น่ารัก ทำให้คนอ่านนึกเอ็นดูเธอได้ตั้งแต่บทแรกๆ และคนอ่านคนนี้ก็ยิ่งรักกะทิเมื่อรู้ว่าหนังสือที่เธอโปรดปรานคือ บ้านที่มีพ่อหกสิบคน





การจัดรูปเล่มและภาพประกอบของหนังสือก็ทำได้น่ารักสวยงามอย่างลงตัว จึงเป็นหนังสือเล่มเล็กน่ารักที่ชวนอ่านและน่าเก็บ หนังสือเล่มนี้อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่าผู้อ่านต่างวัยก็จะอ่านได้โดยตีความต่างระดับกันไป (จุดประกายวรรณกรรม ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2546)
คนอ่านผู้ใหญ่คนนี้อดสังเกตไม่ได้ว่าผู้คนที่แวดล้อมกะทิอย่างใกล้ชิด ล้วนแต่มีชีวิตที่ดีงาม ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล การศึกษา ความสามารถในการประกอบอาชีพการงาน ครอบครัวและคนใกล้ชิดของกะทิคุ้นเคยกับต่างประเทศอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในต่างประเทศ การทำงานกับต่างประเทศ คนอ่านจะได้รู้ในไม่ช้าว่าตายายของกะทิที่อยู่ในบ้านริมคลอง แม้จะใช้ชีวิตตามแบบชนบท แต่ก็เป็นผู้ที่มีความรู้ มีฐานะดี มีชาติตระกูล มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ แม้แต่หลวงลุงกับพี่ทอง ศิษย์วัด ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากญาติโยมนิมนต์ไว้ให้ไปอเมริกา หลวงลุงจึงพาพี่ทองไปเปิดหูเปิดตาประกอบกับหาลู่ทางเรียนต่อ ซึ่งพี่ทองมีความใฝ่ฝันจะเรียนถึงขั้นปริญญาเอก และวางแผนว่าจะสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศเมื่อจบมัธยมหก








กะทิแวดล้อมด้วยความรักเต็มเปี่ยม และมีผู้คนที่แสนดีรอบข้าง เธอจึงมีหัวใจที่งดงามอย่างลึกซึ้งอยู่ภายใน ตัวละครที่มีด้านลบบ้างในเรื่อง ก็ปรากฏตัวเพื่อให้เห็นภาพความเพียบพร้อมของกะทิให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนอ่านพอเห็นได้ว่ากะทิจะดำเนินรอยตามความรุ่งโรจน์และเป็นผู้หญิงเก่งที่หัวใจงดงามแสนดีในอนาคต แม้ปัจจุบันเธอจะเรียนโรงเรียนวัด อันเป็นโรงเรียนเดียวกับพี่ทอง ลูกศิษย์วัด แต่ก็เชื่อได้ว่าอีกไม่นาน กะทิจะไปเรียนในยุโรปหรืออเมริกา
โลกของกะทิสมบูรณ์พร้อมเช่นนี้แล้ว เธอจึงมีแต่ความสุข แม้ว่าชีวิตของเธอย่อมมีความทุกข์เช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไป และทุกข์ของเธอก็สาหัสหนักหนาไม่ใช่น้อย แต่ความทุกข์ของกะทิก็ยังเป็นความงดงาม เป็นความดีงามยามรำลึกถึง เป็นความเศร้าที่สวยและโรแมนติก
หนังสือเล่มเล็กนี้อ่านได้เพลินและน่ารักไม่น้อยเลย ชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมของกะทิ ย่อมทำให้โลกของกะทิเปี่ยมความสุขและดีงามอย่างลึกซึ้งนัก

วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา



มาฆบูชา เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นวันเกิดพระธรรม ถือว่าเป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ได้ประกาศ หลักธรรม คำสั่งสอนของพระองค์ เพื่อให้พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่มาประชุมกันในวันนั้น นำไปเผยแผ่ วั น"มาฆบูชา" เป็นวันบูชาพิเศษที่ต้องทำในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ( ซึ่งโดยปกติทำกันในกลางเดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ เดือนแปดสองแปด ก็เลื่อนไปกลางเดือน ๔ )ถือกันว่าเป็นวันสำคัญ เพราะวันนี้ เป็นวันคล้ายกับ วันประชุมกันเป็นพิเศษ แห่งพระอรหันตสาวก โดยมิได้มีการนัดหมาย ซึ่งเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันมหาวิหาร หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน
วันนี้เอง ที่พระพุทธองค์แสดง "
โอวาทปาฎิโมกข์" ซึ่งถือกันว่า เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑. วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (
สาเหตุของการชุมนุม)๓. พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)


















โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน
๑. จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)๒. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ) ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ)๓. วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ
อริยมรรคมีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้. ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท) ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจนถึงการเบียดเบียนทางกาย (อนูปฆาโต) ค. ละเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามไว้ และทำตามข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร) ง. รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัย ๔ (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ) จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัดจากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ) ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเองให้พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา การภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) เป็นการตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ (สจิตฺตปริโยทปนํ) จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายไว้นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่า จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่วทุกประการ และเป็นผู้ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาปอกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอริยบุคคล ทั้งไม่เบียดเบียนและไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย (น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต)

หมายเหตุ
** อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ สัมมาวาจา การพูดจาชอบ สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ สัมมาวายามะ ความพากเพียรชอบ สัมมาสติ ความระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

อภิญญา ๖
อภิญญา คือความรู้อันยอดยิ่งมี ๖ ประการได้แก่ ๑.แสดงฤทธิ์ได้ (อิทธิวิธิ) ๒.หูทิพย์ (ทิพยโสต) ๓.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) ๔.ระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ๕.ตาทิพย์ (ทิพยจักษุ) ๖.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป-คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย (อาสวักขยญาณ)

สาเหตุของการชุมนุมคงเนื่องมาจากภิกษุเหล่านั้นล้วนเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนและในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นวันที่ทางศาสนาพราณ์ได้ประกอบพิธีศิวาราตรี คือ การลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าในเทวสถาน เมื่อถึงวันนั้น พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งเคยประกอบพิธีดังกล่าวจึงต่างพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Arthur C. Clarke

odyssey1-4
าก บทประพันธ์ ของArthur C. Clarke ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น เจ้าพ่อแห่งวงการ อวกาศ ถูกนำมาดัดแปลงโดย Stanley Kubrick อัจฉริยะ แห่งวงการ ภาพยนตร์2001 : A Space oddyssey ภาพยนตร์ที่มีภาษาภาพ ช้าเนิบนาบ ราวกับ เป็นการเล่าเรื่องที่เลือดเย็น จนน่าแปลกว่า เมื่อดูครั้งแรก คุณอาจจะไม่ชอบ แต่คุณจะอยากดูอีก ดูอีก และจะรุ้สึกว่ามันเจ๋งขึ้นทุกครั้งที่ได้ชมนี่เป็นหนังscifi สุดๆที่คุณจะไม่พบ อะไรนอกจากความลี้ลับ ของโลกวิทยาศาสตร์ ที่ถูกกลั่นกรองออกมาจาก สมองของ นักวิทยาศาสตร์ อัจฉริยะ



วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

NEW YEAR's day

NEW YEAR's day

Thailand is well-known for her festivals which take place all the year round. Most of these festivals are influenced by Buddhist and Brahminical religions, however, with the passage of time a number of them have been adopted in deference to the international practice.
Actually, the official New Year's Day of Thailand has
undergone several changes. Once it used to fall at the end of November. Later, during the reign of King Rama V ( 1868-1910) it was moved to a date round about April and then New Year's Day was changed to April the first. The universal practice of celebrating the New Year on January 1 was adopted in 1941 in deference to the western calendar and this is one of a number of changes aimed at modernising the country.
Though January 1 is regarded as official New Year, the majority of Thais still regard the middle of April (Songkran) as their new year's day, and on this auspicious occasion a week-long celebration is held through out the kingdom. Most of activities on Songkran Day involve water throwing, building sand pagodas and pouring lustral water on the aged as a means of blessing. To be frank, a celebration a January 1 is not so popular as that of Songkran. Normally, before the upcoming January 1, people will exchange greeting cards and gifts. Sin ce on this auspicious occasion, a few grand celebrations are held in the kingdom, people take this opportunity to travel upcountry to visit their relatives or spend holidays at a tourist attraction site, while those stay at home will prepare food and other necessary items to make merit on the early morning of January 1 and then take part in various charitable activities held in various places.
At the same time, several companies take this opportunity to give a bonus and announce promotions to their employees who later cash money to buy gifts for relatives and friends before
heading to their hometown for a long vacation.
Obviously, in Thailand people celebrate New Year three times a year, namely: the Thai traditional New Year or Songkran, January 1 and the Chinese New Year. Out of these, Songkran is the most joyous occasion which draw people from all walks of life to
take part in a week-long celebration. Meanwhile, the Chinese New Year is important especially for Thai citizens of Chinese origin. Though it is not a public holiday, most private organizations will close their business for several days so that the employers and their employees will be able to celebrate the auspicious occasion with their relatives at home or spend a long holiday in a place they like.


ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการจัดฉลองเทศกาลตลอดทั้งปี เทศกาลเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งศาสนาพุทะและศาสนาพราหมณ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านไป เทศกาลต่างๆ เหล่านี้ก็ถูกดัดแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับสากลนิยมบ้าง
ที่จริงแล้ว วันขึ้นปีใหม่ของไทยอย่างเป็นทางการนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งหลายคราว ครั้งหนึ่งเคยถือเอาปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2411 - 2453) วันขึ้นปีใหม่กำหนดให้อยู่ในช่วงเดือนเมษายน จนกระทั่งเปลี่ยนมาถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ การถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากลนิยมนั้นเพิ่งจะได้นำมาประยุกต์ใช้ในปี พ.ศ. 2484 เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิทินตะวันตกและนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ สิ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่สมัยใหม่
ถึงแม้ว่า วันที่ 1 มกราคม จะถือปฏิบัติเป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังถือเอากลางเดือนเมษายน (วันสงกรานต์) เป็นวันขึ้นปีใหม่และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้การเฉลิมฉลองเป้นเวลานานนับสัปดาห์ก็จะมีขึ้นให้เห็นทั่วราชอาณาจักร ส่วนใหญ่กิจกรรมในวันสงกรานต์นี้จะเกี่ยวกับการสาดน้ำใส่กัน สร้างเจดีย์ทราย และรดน้ำหอมให้กับผู้สูงอายุเพื่อความเป็นสิริมงคล ความจริงแล้ว การฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมนั้น จะได้รับความนิยมน้อยกว่าวันสงกรานต์มาก โดยปกติก่อนวันที่ 1 มกราคม ผู้คนก็จะแลกบัตรอวยพรและของขวัญแก่กันและกัน เนื่องจากในวันนี้การเฉลิมฉลองอย่างมโหฬารจะจัดให้มีขึ้นเพียงไม่กี่แห่ง ผู้คนก็เลยถือโอกาสนี้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมญาติๆ หรือไม่ก็ไปใช้วันหยุดในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในขณะที่ผู้ที่อยู่บ้านก็จะจัดเตรียมอาหารและเครื่องไทยธรรมอื่นๆ เพื่อทำบุญตักบาตรในเช้าตรู่ของวันที่ 1 มกราคม และยังเข้าร่วมกิจกรรมการกุศลต่างๆ ที่จัดให้มีขึ้นตามสถานที่ต่างๆ
ในขณะเดียวกัน หลายบริษัทก็จะถือเอาโอกาสนี้แจกเงินโบนัสและประกาศเลื่อนขั้นพนักงานผู้ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังจะถอนเงินซื้อของขวัญเพื่อแจกญาติๆ และเพื่อฝูงก่อนที่จะบ่ายหน้าไปยังบ้านเกิดเพื่อใช้วันหยุดอันยาวนาน
จะเห็นได้ว่า คนไทยจะฉลองปีใหม่ 3 ครั้งต่อปีเลยก็ว่าได้ กล่าวคือ วันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีหรือวันสงกรานต์ วันที่ 1 มกราคม และวันตรุษจีน ใน 3 วันนี้ วันสงกรานต์เป็นโอกาสที่สนุกสนานที่สุด เพราะว่าประชาชนจากทุกสาขาอาชีพต่างพร้อมใจกันเข้าร่วมฉลองเป็นเวลานับสัปดาห์ ในขณะที่วันตรุษจีนก็มีความสำคัญเท่าๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยเชื้อสายจีน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วันหยุดของทางราชการ บริษัทเอกชนส่วนใหญ่ก็จะหยุดดำเนินธุรกิจเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้ทั้งนายจ้างและพนักงานได้เข้าร่วมฉลองโอกาสอันเป็นมงคลนี้ร่วมกับญาติๆ ที่บ้านหรือไม่ก็ใช้วันหยุดตามสถานที่ที่ตนพอใจ

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

New Game


เกมส์ The Sims 2 Apartment Life

สำหรับแผ่นเสริม The Sims 2 Apartment Life ก็จะมีการเพิ่มการใช้ชีวิตแบบใหม่ให้กับชาวซิมส์ ที่จะไม่สร้างบ้านเป็นของตัวเอง แต่จะใช้ชีวิตในห้องเช่า หรืออพาร์ตเม้นท์แทน ซึ่งในการใช้ชีวิตแบบนี้ ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านเลย โดยหลังจากที่เลือกตัวละครที่ต้องการแล้ว ก็ทำการย้ายเข้าไปสู่อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งมีหลายแห่งให้เลือกและราคาเช่าห้องก็ต่างกันไปตามความหรูหราและขนาดของห้อง มีตั้งแต่ห้องแบบที่มีเฟอร์นิเจอร์ต่างๆในตัวครบครัน กับห้องที่เราต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งเอาเอง สะดวกแบบไหนก็เช่าแบบนั้นอยู่
เกมส์ The Sims 2 Apartment Life เป็นแผ่นเสริมที่ทำออกมาเพื่อชาวซิมส์ที่เบื่อหน่ายความจำเจกับชีวิตโดยเฉพาะ หลีกหนีความหรูหราส่วนตัวในบ้านหลังใหญ่ แล้วออกมาใช้ชีวิตแบบคนติดดินในอพาร์ตเม้นท์ที่คึกคัก เต็มไปด้วยเพื่อนบ้านใหม่ๆมากมาย ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์เดียวกัน ทำให้ชีวิตชาวซิมส์มีรูปแบบที่เป็นสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งในภาคนี้เองได้มีการนำระบบ reputation meter ซึ่งมันเป็นค่าที่บ่งบอกความน่ายกย่องของตัวเราในสายตาชาวซิมส์ที่อาศัยในระแวงเดียวกัน เมื่อมีค่านี้มากตัวเราก็จะเป็นที่รู้จักกันของเพื่อนบ้าน และทำความเข้ากันได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีบรรดาอุปกรณ์แต่งบ้านแบบใหม่ ยกขบวนกันมาให้เลือกเยอะแยะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นราวตากผ้า ชั้นวางของติดผนัง และบันไดเวียนเกมส์ The Sims 2 Apartment Life จะวางจำหน่ายในวันที่ 28 สิงหาคม 2008

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บอกรักพ่อแล้วหรือยัง

คำบอกรักพ่อสุดเจ๋ง
1. กราบแทบเท้า กอดพ่อบอกพ่อว่า "เรารักพ่อมากที่สุดในโลก เราภูมิใจและดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ"

2. ส่งการ์ดอวยพรวันพ่อ / โทรศัพท์หรือส่งของขวัญพิเศษไปให้พ่อ หากอยู่ห่างไกล และไม่สะดวกไปหาด้วยตนเอง

3. หากอยู่คนละบ้านและมีครอบครัวใหม่แล้ว ควรพาลูก - ภรรยาไปกราบคารวะพ่อที่บ้าน พร้อมหาของขวัญ เช่น เสื้อผ้า ดอกไม้ ของกินของใช้ ไปให้พ่อ หรือพาพ่อออกไปหาอาหารพิเศษรับประทาน

4. พาพ่อไปนวดตัว นวดเท้า เพื่อสุขภาพ หรือพาไปเข้าคอร์สสุขภาพในต่างจังหวัดที่อากาศดีๆ

5. พาไปทำบุญทำทานที่วัดหรือให้ไปทัวร์มหากุศลต่างๆ เช่น ทัวร์ 9 วัดมงคล เป็นต้น

6. พาไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศหากสุขภาพพ่อแข็งแรงพอและเป็นสถานที่ที่พ่ออยากไป

7. ซื้อคอมพิวเตอร์ให้พ่อ พร้อมสอนให้ใช้เพื่อความเพลิดเพลิน เช่น ส่งเมล์โต้ตอบกับหลานๆ หรือเพื่อนๆ ทางอินเทอร์เน็ต เล่นเกม หรือเปิดหาความรู้ต่าง ๆ

8. ซื้อหนังสือประเภทที่พ่อชอบอ่านให้ พร้อมตัดแว่นตาให้ใหม่หรือพาไปเลสิกสายตา

9. สอบถามหรือสืบถามความปรารถนาของพ่อว่าอะไรที่พ่ออยากทำ และยังไม่ได้ทำ แล้วพยายามจัดหาให้ เช่น อยากเรียนดนตรี แต่ยังไม่เคยมีโอกาสในสมัยเด็กๆ หรือหนุ่มๆ ก็พาพ่อไปสมัครเรียนและให้กำลังใจ เป็นต้น

10. หากพ่อถึงแก่กรรมไปแล้ว ก็อย่าลืมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พ่อ หรือไปเลี้ยงคนชรา พระภิกษุป่วย เพื่อส่งผลบุญให้แก่พ่อ

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Zodiac

THE ZODIAC





ราศีเมษ (Aries จากภาษาลาติน แปลว่า แกะตัวผู้) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีแรก ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีมีนและราศีพฤษภ มีสัญลักษณ์เป็น แกะตัวผู้ ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีเมษนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 19 เมษายน ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 14 เมษายน ถึง 14 พฤษภาคม



ราศีพฤษภ (Taurus จากภาษาลาตินแปลว่า วัว) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 2 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีเมษและราศีเมถุน มีสัญลักษณ์เป็นวัว ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีพฤษภนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึง 20 พฤษภาคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 14 มิถุนายน




ราศีเมถุน (Gemini จากภาษาลาติน แปลว่า ฝาแฝด) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 3 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีพฤษภและราศีกรกฎ มีสัญลักษณ์เป็นฝาแฝด ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีเมถุนนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม ถึง 20 มิถุนายน ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน ถึง 16 กรกฎาคม




ราศีกรกฎ (Cancer จากภาษาลาติน แปลว่า ปู) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 4 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีเมถุนและราศีสิงห์ มีสัญลักษณ์เป็น ปู ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีกรกฎนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน ถึง 22 กรกฎาคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม ถึง 16 สิงหาคม




ราศีสิงห์ (Leo จากภาษาลาติน แปลว่า สิงโต) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 5 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีกรกฎและราศีกันย์ มีสัญลักษณ์เป็น สิงโต ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีสิงห์นั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม ถึง 22 สิงหาคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน




ราศีกันย์ (Virgo จากภาษาลาติน แปลว่า หญิงพรหมจรรย์) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 6 ตามตำราของโหรศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีสิงห์และราศีตุลย์ มีสัญลักษณ์เป็นหญิงสาวพรหมจรรย์มีปีก ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีกันย์นั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม ถึง 22 กันยายน ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 17 กันยายน ถึง 17 ตุลาคม



ราศีตุลย์ (Libra จากภาษาลาติน แปลว่า ความสมดุล) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 7 ตามตำราของโหรศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีกันย์และราศีพฤศจิก มีสัญลักษณ์เป็นตาชั่ง ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีตุลย์นั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 23 กันยายน ถึง 22 ตุลาคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม ถึง 16 พฤศจิกายน



ราศีพิจิก (Scorpio จากภาษาลาติน แปลว่า แมงป่อง) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 8 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีตุลย์และราศีธนู มีสัญลักษณ์เป็น แมงป่อง(บางตำราเป็นนกอินทรีหรืองู) ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีพิจิกนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม ถึง 21 พฤศจิกายน ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม




ราศีธนู (Sagittarius จากภาษาลาตินแปลว่า นักยิงธนู) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 9 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีพฤศจิกและราศีมังกร มีสัญลักษณ์เป็น เซนทอร์กำลังยิงธนู ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีธนูนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน ถึง 21 ธันวาคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม ถึง 14 มกราคม





ราศีมังกร (Capricorn จากภาษาลาตินแปลว่า แพะทะเล) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 10 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีธนูและราศีกุมภ์ มีสัญลักษณ์เป็นครึ่งแพะภูเขาครึ่งปลา ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีมังกรนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม ถึง 19 มกราคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึง 12 กุมภาพันธ์


ราศีกุมภ์ (Aquarius จากภาษาลาติน แปลว่า คนโทใส่น้ำ) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ 11 ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีมังกรและราศีมีน มีสัญลักษณ์เป็นผู้ชายถือคนโทน้ำ ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีกุมภ์นั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 18 กุมภาพันธ์ ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ถึง 14 มีนาคม



ราศีมีน (Pisces จากภาษาลาติน แปลว่า ปลา-พหุพจน์) เป็นกลุ่มดาวจักรราศีสุดท้าย ตามตำราของโหราศาสตร์ตะวันตก อยู่ระหว่างกลุ่มดาวราศีกุมภ์และราศีเมษ มีสัญลักษณ์เป็น ปลา 2 ตัว ช่วงวันที่ครอบคลุมของราศีมีนนั้น ในแบบสายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถึง 20 มีนาคม ส่วนแบบนิรายนะ จะครอบคลุมระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 13 เมษายน

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระโสทรเชษฐภคินี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย


แม้ตามโบราณราชประเพณี พระอิสริยศักดิ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะเทียบเท่ากับชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า แต่ด้วยความที่ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินี อันสนิทแต่พระองค์เดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยให้พระราชทานพระอิสริยยศพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อย่างสูงสุด โดยถือเป็นการอนุโลม ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังทรงได้รับพระราชทาน "พระโกศทองใหญ่" เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศพระศพ ซึ่งเป็นพระโกศที่อยู่ในลำดับชั้นสูงสุด ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น โดยในรัชกาลปัจจุบัน มีพระราชวงศ์ 8 พระองค์ ที่ทรงได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่ รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8, สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไม่เพียงเท่านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเศวตฉัตร 7 ชั้น กางกั้นพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แทนเศวตฉัตร 5 ชั้น ตามพระอิสริยศักดิ์ พร้อมโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมกันเป็นประธานที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น และสมพระเกียรติที่สุด โดยจะจัดขึ้นต่อเนื่อง 6 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. 2551 ไฮไลต์สำคัญของพระราชพิธี ที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศเฝ้าติดตามชมก็คือ พระราชพิธีเชิญพระโกศออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในวันที่ 15 พ.ย. 2551 ซึ่งจะมีการจัดริ้วขบวนพระราชอิสริยยศอย่างงดงามตระการตา ตามโบราณราชประเพณีทุกประการ









พระราชพิธีในวันดังกล่าว แบ่งออกเป็นสามช่วงคือ เวลา 7 โมงเช้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะเสด็จฯแทนพระองค์ตามพระโกศ ไปยังพลับพลายก หน้าวัดพระเชตุพนฯ เพื่อทรงทอดผ้าไตร 20 ไตร จากนั้นขบวนกองทหาร พร้อมขบวนพระอิสริยยศ แห่เชิญพระโกศเข้าสู่ท้องสนามหลวง และเคลื่อนพระโกศเวียนรอบพระเมรุ 3 รอบ โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา-ภรณ์ฯ, ทูลกระหม่อมอุบลรัตนราช-กัญญาฯ จะเสด็จฯตามพระโกศ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ธิดาคนเดียวของสมเด็จฯ กรมหลวงฯ และหลังเชิญพระโกศเข้าสู่พระเมรุแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จึงเสด็จฯขึ้นสู่ พระเมรุ สักการะพระศพ ต่อมาในเวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯยังพระที่นั่งทรงธรรม และเสด็จฯขึ้นพระเมรุ พระราชทานเพลิงพระศพ จนกระทั่ง 4 ทุ่มตรง จึงเสด็จฯขึ้นพระเมรุ ท้องสนามหลวงอีกครั้ง เพื่อพระราชทานเพลิงพระศพฯจริง หัวใจสำคัญของพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ อยู่ที่การจัดสร้างพระเมรุ ในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติที่สุด โดยตั้งแต่โบราณกาลมา พระเมรุได้ถูกใช้เป็นเครื่อง แสดงความกตัญญู และความอาลัยรักต่อพระผู้เสด็จกลับสรวงสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงพระเดชานุภาพของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน สำหรับพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้ใช้เวลาจัดสร้างนานหลายเดือน ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร โดยสร้างเป็นกุฎาคารเรือนยอด ประธานมณฑลสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นพระเมรุทรงปราสาทจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักพระสิปตปฎลเศวตฉัตร จากฐานถึงยอดฉัตรสูง 37.85 เมตร กว้าง 31.80 เมตร ยาว 39.80 เมตร สร้างด้วยไม้ โครงสร้างภายในเป็นเหล็ก ประดับด้วยกระดาษทองย่น ตกแต่งลวดลายวิจิตรงดงาม




ฐานพระเมรุ ได้จัดทำเป็น 2 ระดับ มีบันไดทอดยาวตลอดทั้ง 4 ทิศ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่า พระหัตถ์ถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมไฟ ประดับตามพนักฐานชาลา ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สอง หรือฐานบน เรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้ง 4 ทิศ โถงกลางใหญ่ของพระเมรุ จัดตั้งพระจิตกาธานขนาดใหญ่ สำหรับประดิษฐานพระโกศ เพื่อถวายพระเพลิง ทางด้านทิศเหนือของพระจิตกาธาน มีรางยื่นออกไปนอกมุข เป็นสะพานเกริน ใช้เป็นที่เคลื่อนพระโกศจากพระยานมาศสามลำคาน ขึ้นบนพระเมรุ องค์พระเมรุทั้งด้านใน และด้านนอก ประดับตกแต่งด้วยกระดาษทองย่นเกือบทั้งหมด ใช้สีทองเป็นหลัก และประกอบด้วยสีอื่นๆ ที่เป็นสีอ่อนหวาน เหมาะกับพระอุปนิสัย และพระจริยวัตร ที่นุ่มนวลสง่างามของสมเด็จฯกรมหลวงฯ ในส่วนของอาคารต่างๆ ในมณฑลพิธี ประกอบด้วย พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารโถง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระเมรุ ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับทรงธรรม และทรงประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในการออกพระเมรุพระศพ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ยังเป็นที่ตั้งอาสนะพระสงฆ์ และธรรมาสน์ และเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพักพระอิริยาบถ ซึ่งตรงกับมุขด้านหน้าของพระเมรุ ส่วนมุขด้านเหนือและใต้ ใช้สำหรับข้าราชการและคณะทูตานุทูต เข้าเฝ้าฯ นอกเหนือจากพระเมรุ กลางท้องสนามหลวงแล้ว องค์ประกอบสำคัญในพระราชพิธีครั้งนี้ ยังรวมถึง ริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ ซึ่งจัดเตรียมไว้อย่างงดงามตามราชประเพณี รวม 6 ริ้วขบวนประกอบด้วยริ้วขบวนที่ 1 ทำหน้าที่เชิญพระโกศ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังพระมหาพิชัยราชรถ หน้าวัดพระเชตุพนฯ เมื่อกล่าวถึงพระมหาพิชัยราชรถ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นราชรถสำหรับเชิญ พระโกศพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2338 ต่อมาได้นำมาซ่อมแซมเพื่อใช้งานใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยได้มีการเพิ่มล้อขึ้นอีกในตัวราชรถ เพื่อให้รับน้ำหนักตัวราชรถ, บุษบกยอด และพระโกศที่ตั้งอยู่บนราชรถ ในยามที่เคลื่อนย้ายเข้ากระบวนพระราชพิธี จะได้เป็นไปอย่างราบรื่น


ส่วนริ้วขบวนที่ 2 รับภารกิจเชิญพระโกศโดยพระมหาพิชัยราชรถ จากหน้าวัดพระเชตุพนฯ ไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง, ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศ โดยพระยานมาศสามลำคานเวียนพระเมรุ โดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) ครบ 3 รอบ แล้วเชิญพระโกศประดิษฐานบนพระเมรุ ในวันเก็บอัฐิ (16 พ.ย.), ริ้วขบวนที่ 4 เชิญพระโกศพระอัฐิ โดยพระที่นั่งราเชนทรยาน และพระราชสรีรางคาร โดยพระวอสีวิกากาญจน์ จากพระเมรุท้องสนามหลวง เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายหลังบำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ในส่วนของริ้วขบวนที่ 5 เชิญพระโกศพระอัฐิ โดยพระที่นั่งราเชนทรยาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และริ้วขบวนที่ 6 วันบรรจุพระราชสรีรางคาร (19 พ.ย.) เชิญฯพระราชสรีรางคารจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธฯ รูปแบบของเครื่องแต่งกายในริ้วขบวนก็มีสีสันน่าสนใจเช่นกัน ริ้วขบวนทั้ง 6 ประกอบด้วยกำลังพล 5,300 นาย มีทั้งที่มาจากสามเหล่าทัพ, นักเรียนเตรียมทหาร, กรมสรรพาวุธ, กรมพลาธิการ, คณะครูอาจารย์ โรงเรียนราชินี, ราชวินิต, จิตรลดา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกระทรวงศึกษาธิการ และกรมศิลปากร นอกจากผู้เข้าประจำในริ้วขบวน จะต้องซ้อมความพร้อมในเรื่องจังหวะและลีลาแล้ว ทุกคนยังต้องแต่งกายตามแบบที่กำหนดไว้ มีทั้งหมด 16 แบบ ใช้งบประมาณในการตัดเย็บ 24 ล้านบาท มีอาทิ เครื่องแต่งกายนำริ้วขบวน เป็นเสื้ออัตลัดสีบานเย็น นุ่งผ้าเกี้ยวลาดรัดประคดโหมดเทศ สวมหมวกทรงประพาสกำมะหยี่ สีดำยอดเกี้ยว, ชุดธงสามชาย เป็นเสื้ออัตลัดสีแดง นุ่งผ้าเกี้ยวลาดรัดประคดโหมดเทศสีแดง สวมหมวกหูกระต่ายแดง ขลิบลูกไม้ใบข้าว, ชุดกลองชนะแดงลายทอง สวมเสื้อปัสตูแดงขลิบเหลือง กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง สวมหมวกกลีบลำดวนแดงขลิบเหลือง และชุดจ่าปี่กับจ่ากลอง สวมเสื้อเข้มขาบไหม เข็มขัดแถบทองหัวครุฑ กางเกงมัสรูไหม สวมหมวกทรงประพาสโหมดเทศยอดเกี้ยว สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถร่วมถวายดอกไม้จันทน์แสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้ที่บริเวณท้องสนามหลวง และบริเวณรอบๆ ซึ่งทางกรุงเทพมหานคร ได้จัดทำไว้ จำนวน 8 ซุ้ม ส่วนต่างจังหวัด ได้มีการจัดซุ้มไว้ตามศาลากลางจังหวัด และสถานที่สำคัญทางราชการ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Loy Krathong: Festive air for a night of worship

Loy Krathong Day







Nov 22, 1999: THIS evening, as the Thai people go to the nearby rivers, khlongs or ponds to float their lotus-shaped vessels made of banana leaves, they will be evoking the spirit of the sacred past, with a blessing of a full moon.
Of all the Thai festivals, Loy Krathong is perhaps one of the most ritualistic and colourful events, rich in religious and spiritual expression. A krathong normally comes with a candle, three-joss-sticks and some flowers. Floating the krathong down the river during the high tide, and after the rainy season is over, not only signifies the attempt to purge evil or bad luck, but also represents an act of worshipping the Goddess of the water.
Therein lies the influence of Brahminism. Brahmin rites cannot be separated from the traditional religious practices of the Thais. But ancient Thai beliefs and folklore also hold that there are higher spirits residing everywhere, in the rivers, the trees and the mountains. There are virtually no places on earth that are not, or have not been, occupied by ghosts or by gods. You are supposed to act with reservation and not to speak out loud when you are in a forest because you do not want to disturb the spirits. But in Western thought, a forest is nothing but a wilderness for man to conquer.
For Bt3,800 a ticket at the Shangri-la Hotel, you can observe the delights of fireworks above the Chao Phraya River while having your favourite wine and food. Other Bangkok hotels, with an eye for the dollar, also go at top gear with their Loy Krathong gimmicks. This is an idle, if not rather expensive, way to let the Loy Krathong Day slip by without philosophising or without the trouble fighting the crowds on the riverbanks.
Nowhere in Thailand is the Loy Krathong Festival held with more fanfare than at Sukhothai, one of the ancient capitals that lies about 450 kilometres north of Bangkok. Despite its past grandeur, and its Utopian characteristics, Sukhothai's existence comes to the fore only once a year, at the time of Loy Krathong. For most of the year Sukhothai is far from the Thai consciousness, like the ruins of its past that are forever buried under layers of the earth.
Reviving Sukhothai can only be done necessarily by popularising it, with modern lights and sounds against the background of its decaying structures. But as the young girls, clad in exquisite Thai costumes, prepare to float their krathongs into the pond of the Sukhothai historical park in front of the thousands of visitors, they almost unconsciously might have formed an elusive image of the grandiose Noppamas in their imaginations.
What Venus is to beauty for the ancient Greeks, Noppamas is beauty for Thais. And one way of popularising Noppamas is to immortalise her through the Noppamas Beauty Queen Contest, held not only in Sukhothai but elsewhere throughout the country.
Legend has it that Noppamas, a beautiful lady of exceptional wit and charm, was the first to have devised the krathong in the 13th century. She served in the court of King Lithai, the grandson of King Ramkhamhaeng The Great. A favourite of the king, Noppamas was said to have raised court mannerisms and practices to a high order. The krathong she floated created a lasting tradition that is still observed today, though with different imageries.
Now Loy Krathong is firmly connected with the worldly desires for material gains. Young Thai couples also find the festival auspicious enough to bind their love together. You will know a Thai girl's boyfriend by waiting to see with whom she goes to float the krathong with. Little do the young couples realise, however, that once they float the krathong, which is supposed to hold their spirits together, they let go their destiny into the realm of the unknown.
While most Thais know Noppamas by associating her with the Loy Krathong Festival, few have bothered to go back to read King Lithai's Buddhist to gain a proper frame of mind.
While his grandfather King Ramkhamhaeng was held as the inventor of the Thai written characters, King Lithai wrote Trai Phum Phra Ruang or ''Sermon on the Three Worlds''. This masterpiece was recognised as a Thai version of the Divine Comedy, ranked in the same class as Dante's.




King Lithai's ''Three Worlds'' do not represent the earthly, the infernal or the heavenly spheres, but account for the three Buddhist forms of existence of the sentient world. In this religious universe, there is the world of kama-loka, or the world of the five senses; the world of rupa-loka, or the corporeal world of the 16 celestial grades; and the world of arupa-loka, or the incorporeal world where the five senses cease to function. This treatise formed a doctrinal basis for King Lithai to lead his followers to redemption. Ancient Thais were given the vision of the various cosmic realms and their inhabitants, some of whom were confined to eternal damnations if they could not break away from their sins.
Floating the krathong with King Lithai -- not Noppamas -- in your heart will get you closer to Dharmma. A shocking reality is now emerging that in spite of her immortality, Noppamas might not exist at all.
Whether she is a historical person or a fictional character is a subject of controversial debate in the academic circle. But let the academics carry on their debate. Noppamas will continue to exist, for in Thailand histories and legends are mixed so intensely like moulding gold into a pagoda that the facts lie in the realm of introspection.
Even the significance of Sukhothai as the first formal capital of Thailand has also been disputed bitterly among the historians. For generations, Thais have been taught that Sukhothai was Thailand's first formal kingdom before it was defeated by Ayudhya. Then we have Thon Buri and Bangkok. All of which cover a span of more than 700 years. New suggestions have attempted to paint Sukhothai as simply one of the several kingdoms or muangs, which were scattering throughout this part of the world and vying for political and military predominance at the time.
To deny Sukhothai is one thing, but to delete Noppamas from the Thai consciousness amounts to daylight robbery of Loy Krathong. The young girls who dance in front of the remnants of the Sukhothai look as if they were trying to establish a connection with the past through Noppamas, the person they can only imagine or dream of. And these Sukhothai dancers are but the descendants of the semi-devine and radius beings, who at the beginning of time, came down to this world and were lured by the temptations of the fragrance of the earth. Once they tasted the earth, they at once became walking mortals. In this classical Buddhist doctrine, mankind was created and reincarnated in the unending cycle of suffering, until enlightenment is attained.
For almost three years, Thais have come to appreciate the world ''float'' even more. After the float of the Thai baht in July 1997, its value has been bumping up and down like the fate of the krathong trying to negotiate the treacherous high waters. The arrival of the Loy Krathong Festival once again reinforces the universality of Buddhism. It completes the cycle -- that the certain has become the uncertain and the uncertain has become the certain.

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Halloween Day bruwwww bruwwwwww-*-

**********HalloWeEn DaY**********

Jack-o'-lantern

Halloween (or Hallowe’en) is an international holiday celebrated on the evening of October 31; today it is often celebrated in the morning and afternoon as well. Halloween activities include trick-or-treating, ghost tours, bonfires, costume parties, visiting haunted attractions, carving jack-o'-lanterns, reading scary stories, and watching horror movies. Irish and Scottish immigrants carried versions of the tradition to North America in the nineteenth century. Other western countries embraced the holiday in the late twentieth century. Halloween is celebrated in several countries of the Western world, most commonly in the United States, Canada, Ireland, Puerto Rico, Japan, Australia, United Kingdom, and at times in parts of New Zealand. In Sweden the All Saints' official holiday takes place on the first Saturday of November.





History
Halloween has its origins in the ancient
Celtic festival known as Samhain (Irish pronunciation: [ˈsˠaunʲ]; from the Old Irish samain).[1] The festival of Samhain is a celebration of the end of the harvest season in Gaelic culture, and is sometimes [2] regarded as the "Celtic New Year".[3] Traditionally, the festival was a time used by the ancient Celtic pagans to take stock of supplies and slaughter livestock for winter stores. The ancient Gaels believed that on October 31, now known as Halloween, the boundary between the alive and the deceased dissolved, and the dead become dangerous for the living by causing problems such as sickness or damaged crops. The festivals would frequently involve bonfires, into which bones of slaughtered livestock were thrown. Costumes and masks were also worn at the festivals in an attempt to mimic the evil spirits or placate them.





History of name
The term Halloween is shortened from All Hallows' Even (both "even" and "eve" are abbreviations of "evening", but "Halloween" gets its "n" from "even") as it is the eve of "All Hallows' Day",
[6] which is now also known as All Saints' Day. It was a day of religious festivities in various northern European Pagan traditions,[7] until Popes Gregory III and Gregory IV moved the old Christian feast of All Saints' Day from May 13 (which had itself been the date of a pagan holiday, the Feast of the Lemures) to 1st November. In the ninth century, the Church measured the day as starting at sunset, in accordance with the Florentine calendar. Although All Saints' Day is now considered to occur one day after Halloween, the two holidays were, at that time, celebrated on the same day. Liturgically, the Church traditionally celebrated that day as the Vigil of All Saints, and, until 1970, a day of fasting as well. Like other vigils, it was celebrated on the previous day if it fell on a Sunday, although secular celebrations of the holiday remained on the 31st. The Vigil was suppressed in 1955, but was later restored in the post-Vatican II calendar.





Symbols
The carved
pumpkin, lit by a candle inside, is one of Halloween's most prominent symbols in America, and is commonly called a jack-o'-lantern. Originating in Europe, these lanterns were first carved from a turnip or rutabaga. Believing that the head was the most powerful part of the body containing the spirit and the knowledge, the Celts used the "head" of the vegetable to frighten off any superstitions.[8] The name jack-o'-lantern can be traced back to the Irish legend of Stingy Jack,[9] a greedy, gambling, hard-drinking old farmer. He tricked the devil into climbing a tree and trapped him by carving a cross into the tree trunk. In revenge, the devil placed a curse on Jack, condemning him to forever wander the earth at night with the only light he had: a candle inside of a hollowed turnip. The carving of pumpkins is associated with Halloween in North America,[10] where pumpkins were readily available and much larger, making them easier to carve than turnips. Many families that celebrate Halloween carve a pumpkin into a frightening or comical face and place it on their home's doorstep after dark. In America the tradition of carving pumpkins is known to have preceded the Great Famine period of Irish immigration. The carved pumpkin was originally associated with harvest time in general in America and did not become specifically associated with Halloween until the mid-to-late 19th century.
The
imagery surrounding Halloween is largely an amalgamation of the Halloween season itself, nearly a century of work from American filmmakers and graphic artists,[11] and a rather commercialized take on the dark and mysterious. Halloween imagery tends to involve death, magic, or mythical monsters. Traditional characters include ghosts, ghouls, witches, owls, crows, vultures, pumpkin-men, black cats, spiders, goblins, zombies, mummies, skeletons, and demons.[12]
Particularly in America, symbolism is inspired by classic horror films, which contain fictional figures like Frankenstein's monster and The Mummy. Elements of the autumn season, such as pumpkins and scarecrows, are also prevalent. Homes are often decorated with these types of symbols around Halloween.

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Animation นี่หละฝีมือเด็กไทย


ในขณะที่ศึกษาหาข้อมูลด้านคณะ คอมพิวเตอร์อาร์ต เกี่ยวกับ เอนิเมชั่น ภาพเคลื่อนไหว และการออกแบบตัวละครที่เป็นการ์ตูนที่ใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงาน เราก็ได้เจอกับ ผลงานของพี่ๆม.รังสิตที่สร้างงานออกมาได้อย่างเฉียบขาดทีเดียว นี่ๆ มาดูสิ ฝีมือเด็กไทยนะย่ะ จะบอกให้

อันนี้เป็นแบบสถาปัตยกรรม เป็นโบสถ์ นี่ใช้คอมวาดนะ ให้ตาย สวยเนียบ เฉียบขาดจริงๆ







อันนี้ออกแบบการ์ตูนและคาแรคเตอร์








อันนี้เราชอบมาก